พร้อมสอบ Logo
พร้อมสอบฝึกทำข้อสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา
เตรียมสอบ ก.พ.ทำข้อสอบเตรียมสอบตามตำแหน่ง
ประกาศรับสมัครงานปฏิทินสอบ
เครื่องมือรวม พรบ.ร้านค้าบทความ
เข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
พร้อมสอบ Logo
พร้อมสอบฝึกทำข้อสอบได้ทุกที่ ทุกเวลา

แพลตฟอร์มเตรียมสอบข้าราชการออนไลน์ครบวงจร ทำข้อสอบฟรี อัปเดตประกาศรับสมัครงานทุกวัน

หมวดหมู่ข้อสอบ

  • ก.พ. ภาค ก
  • ครูผู้ช่วย
  • ท้องถิ่น
  • ข้าราชการตำรวจ

ลิงก์สำคัญ

  • ประกาศรับสมัครสอบ
  • คลังข้อสอบทั้งหมด
  • เกี่ยวกับเรา
  • สนับสนุนเรา
  • บทความเตรียมสอบ
  • นโยบายความเป็นส่วนตัว
  • เงื่อนไขการใช้งาน

ช่องทางการติดต่อ

  • [email protected]

© 2026 PROMPTSOB. ALL RIGHTS RESERVED.

Privacy PolicyTerms of Service
กลับไปคู่มือสอบ ก.พ.
ภาค ก วิชาที่ 1

ความรู้ความสามารถทั่วไป

วัดความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ ภาษาไทย และการคิดวิเคราะห์เชิงตรรกะ เป็นวิชาที่ต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในรูปแบบโจทย์เป็นสำคัญ

คณิตศาสตร์ทั่วไป

เนื้อหาคณิตศาสตร์ในข้อสอบ ก.พ. เป็นการวัดทักษะการคิดคำนวณและการตีความข้อมูล ไม่ซับซ้อนแต่ต้องแม่นยำและรวดเร็ว

อนุกรมเป็นข้อสอบที่ถามหา "ตัวถัดไป" ของชุดตัวเลข โดยเราต้องหาความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่

🔍 วิธีคิดที่ควรทำทุกครั้ง

1. บวก / ลบ

2. คูณ / หาร

3. ดูผลต่างระหว่างแต่ละตัว

4. ดูผลต่างซ้อนอีกชั้น

5. เลขยกกำลัง

6. แยกเลขตำแหน่งคี่-คู่

7. รูปแบบผสม

💡 ทริกจำ: "บวก → คูณ → ต่าง → ซ้อน → ยกกำลัง → สลับ"

1. อนุกรมแบบบวก-ลบ

เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุด

2, 5, 8, 11, 14, ?

+3  +3  +3  +3

14 + 3 = 17

บวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

1, 3, 6, 10, 15, ?

+2  +3  +4  +5

15 + 6 = 21

💡 ถ้าตัวเลขดูไม่คงที่ ให้หาผลต่างก่อนเสมอ

2. อนุกรมแบบคูณ-หาร

3, 6, 12, 24, 48, ?

×2  ×2  ×2  ×2

48 × 2 = 96

243, 81, 27, 9, ?

÷3  ÷3  ÷3

9 ÷ 3 = 3

💡 ถ้าตัวเลขโตเร็วผิดปกติ ให้ลองคิดเรื่องคูณหรือหารก่อน

3. อนุกรมผลต่าง (Difference) — ออกสอบบ่อยมาก

5, 9, 15, 23, 33, ?

ผลต่าง: +4  +6  +8  +10

ผลต่างเพิ่มขึ้นทีละ 2

33 + 12 = 45

💡 จำไว้ว่า "ตันเมื่อไร ให้ลบ" — ถ้าดูไม่ออก ให้เอาตัวติดกันมาลบกันก่อน

4. ผลต่างซ้อน (Second Difference)

3, 8, 15, 24, 35, ?

ผลต่างชั้น 1: +5  +7  +9  +11

ผลต่างชั้น 2: +2  +2  +2

35 + 13 = 48

💡 ลบครั้งแรกแล้วยังดูไม่ออก ให้ลบอีกครั้ง

5. เลขยกกำลัง

1, 4, 9, 16, 25, ?

1², 2², 3², 4², 5²

6² = 36

1, 8, 27, 64, ?

1³, 2³, 3³, 4³

5³ = 125

📌 ตารางกำลังสองที่ควรจำ

1² = 1
2² = 4
3² = 9
4² = 16
5² = 25
6² = 36
7² = 49
8² = 64
9² = 81
10² = 100
💡 เห็นเลข 25, 49, 64, 81 ให้คิดถึงกำลังสองไว้ก่อน

6. จำนวนเฉพาะ

จำนวนที่หารลงตัวได้แค่ 1 และตัวมันเอง

2, 3, 5, 7, 11, 13, ?

ตอบ 17

📌 จำนวนเฉพาะที่ควรจำถึง 100

2 3 5 7  |  11 13 17 19  |  23 29  |  31 37  |  41 43 47  |  53 59  |  61 67  |  71 73 79  |  83 89  |  97

⚠️ ข้อสอบ ก.พ. ชอบเอาจำนวนเฉพาะมาออกเป็นอนุกรม

7. ฟีโบนัชชี (Fibonacci)

ตัวถัดไป = ผลรวมของสองตัวก่อนหน้า

1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, ?

1+1=2, 1+2=3, 2+3=5, ...

8 + 13 = 21

💡 เห็นเลข 1, 1, 2, 3, 5 ให้สงสัย Fibonacci ทันที

8. อนุกรมสลับตำแหน่งคี่-คู่

2, 10, 4, 20, 8, 40, ?

แยกเป็น 2 ชุด

ตำแหน่งคี่: 2 → 4 → 8 → 16

ตำแหน่งคู่: 10 → 20 → 40

ตอบ 16

💡 ดูไม่ออก ให้แบ่งเลขตำแหน่งคี่กับคู่ทันที

9. คูณแล้วบวก

2, 5, 11, 23, 47, ?

2×2+1 = 5

5×2+1 = 11

11×2+1 = 23

47×2+1 = 95

10. บวกเลขเรียง

1, 2, 4, 7, 11, 16, ?

+1  +2  +3  +4  +5

16 + 6 = 22

11. บวกกำลังสอง

1, 2, 6, 15, 31, ?

ผลต่าง: +1, +4, +9, +16

= 1², 2², 3², 4²

31 + 25 = 56

12. สลับเครื่องหมาย

100, 90, 95, 85, 90, 80, ?

-10  +5  -10  +5  -10

80 + 5 = 85

💡 ถ้ามีทั้งเพิ่มและลด ให้ลองดูว่าเครื่องหมายกำลังสลับกันหรือไม่

13. อนุกรมเศษส่วน

1/2, 2/3, 3/4, 4/5, ?

ตัวเศษและตัวส่วนเพิ่มทีละ 1

ตอบ 5/6

14. อนุกรมสลับ 2 ชุด

3, 100, 6, 95, 12, 90, ?

ชุดที่ 1: 3 → 6 → 12 → 24 (คูณ 2)

ชุดที่ 2: 100 → 95 → 90 (ลบ 5)

ตอบ 24

🚀 เทคนิคทำข้อสอบอนุกรมให้เร็ว

  • 1ดูก่อนว่าตัวเลขโตเร็วหรือไม่ — โตช้า → บวก/ลบ, โตเร็ว → คูณ/หาร
  • 2ดูไม่ออกให้ลบกันก่อน — ใช้ได้กับข้อสอบส่วนใหญ่ เช่น 9, 15, 23, 33 → ลบกันได้ 6, 8, 10
  • 3ยังไม่ออกอีกให้ลบซ้อน — หลายข้อใช้เทคนิคนี้
  • 4ถ้าตัวเลขสลับสูงต่ำ — ให้แยกตำแหน่งคี่กับคู่ (เช่น 5, 100, 10, 90, 20, 80)
  • 5เจอเลขเหล่านี้ให้สงสัยกำลังสองทันที: 4, 9, 16, 25, 36, 49, 64, 81, 100

📝 สูตรจำสั้นที่สุดก่อนเข้าห้องสอบ

  • • ตันเมื่อไรให้ลบ
  • • ลบแล้วยังตัน ให้ลบอีกครั้ง
  • • เลขโตเร็ว ให้คิดคูณ
  • • เลขสลับสูงต่ำ ให้แยกคี่-คู่
  • • เห็น 1 1 2 3 5 ให้คิด Fibonacci
  • • เห็น 4 9 16 25 ให้คิดกำลังสอง
💡 ทำอนุกรมให้เก่ง ไม่ต้องจำสูตรเยอะ แต่ต้องรู้ว่าจะ "สังเกตอะไรก่อน"
ไปทำข้อสอบคณิตศาสตร์

อัตราส่วน ร้อยละ และการเปลี่ยนแปลงเป็นหัวข้อที่ออกสอบ ก.พ. บ่อยมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการคิดส่วนลด กำไร ขาดทุน การเพิ่มขึ้น-ลดลง และการเปรียบเทียบข้อมูล

🔍 ลำดับการคิดเมื่อเจอโจทย์

1. หา "อะไรเทียบกับอะไร"

2. เปลี่ยนเป็นเศษส่วน

3. ถ้าถามเป็นเปอร์เซ็นต์ ให้คูณ 100

4. ถ้าถามเพิ่มขึ้นหรือลดลง ให้ใช้ส่วนต่าง

💡 ทริกจำ: "เทียบ → หาร → คูณร้อย"

1. อัตราส่วน (Ratio)

อัตราส่วนคือการเปรียบเทียบจำนวนสองจำนวน เขียนได้หลายแบบ

2 : 3

2/3

2 ต่อ 3

ทั้งหมดมีความหมายเหมือนกัน

การหาอัตราส่วนอย่างต่ำ

12 : 18

หารด้วย 6 ทั้งสองจำนวน

12 ÷ 6 = 2, 18 ÷ 6 = 3

ตอบ 2 : 3

💡 ตัดด้วยตัวที่หารลงตัวมากที่สุด (ห.ร.ม.)

2. อัตราส่วนเท่ากัน

หาค่า x จาก 2 : 5 = x : 20

2 : 5 = x : 20

คูณไขว้

2 × 20 = 5 × x

40 = 5x

x = 8

💡 เห็น x ในอัตราส่วน ให้คูณไขว้ทันที

3. ร้อยละ (Percentage)

"เปอร์เซ็นต์" หมายถึง "ต่อ 100"

20%

20/100

50%

50/100 = 1/2

25%

25/100 = 1/4

📌 ตารางเปอร์เซ็นต์ที่ควรจำ

เปอร์เซ็นต์เศษส่วน
10%1/10
20%1/5
25%1/4
50%1/2
75%3/4
80%4/5
💡 จำ 25%, 50%, 75% ให้แม่น จะช่วยทำข้อสอบได้เร็วมาก

4. หาเปอร์เซ็นต์ของจำนวน

สูตร: เปอร์เซ็นต์ × จำนวนทั้งหมด

20% ของ 300

20/100 × 300 = 60

ตอบ 60

5. จำนวนหนึ่งเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของอีกจำนวนหนึ่ง

สูตร: (ส่วนที่ต้องการ ÷ จำนวนทั้งหมด) × 100

40 เป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของ 200

40 ÷ 200 × 100 = 20%

ตอบ 20%

6. เพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์

สูตร: (จำนวนที่เพิ่มขึ้น ÷ ค่าเดิม) × 100

ราคา 200 → 250 บาท

เพิ่มขึ้น 250 - 200 = 50

50 ÷ 200 × 100 = 25%

ตอบ เพิ่มขึ้น 25%

7. ลดลงกี่เปอร์เซ็นต์

สูตร: (จำนวนที่ลดลง ÷ ค่าเดิม) × 100

เงินเดือน 30,000 → 27,000 บาท

ลดลง 30,000 - 27,000 = 3,000

3,000 ÷ 30,000 × 100 = 10%

ตอบ ลดลง 10%

8. เพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่เท่า

สูตร: ค่าใหม่ ÷ ค่าเดิม

10 เพิ่มเป็น 40

40 ÷ 10 = 4

ตอบ เพิ่มขึ้น 4 เท่า

9. การลดราคา

สินค้าราคา 1,500 บาท ลด 20%

ส่วนลด = 1,500 × 20% = 300

ราคาขายจริง = 1,500 - 300

ตอบ 1,200 บาท

💡 ลด 20% → คูณ 0.80 เลย ไม่ต้องคิดสองรอบ

10. กำไรและขาดทุน

✅ กำไร = ราคาขาย > ราคาทุน

ซื้อ 800 ขาย 1,000

กำไร = 1,000 - 800 = 200

% กำไร = 200 ÷ 800 × 100

= 25%

❌ ขาดทุน = ราคาขาย < ราคาทุน

ซื้อ 500 ขาย 400

ขาดทุน = 500 - 400 = 100

% ขาดทุน = 100 ÷ 500 × 100

= 20%

💡 % กำไร/ขาดทุน เทียบจาก "ราคาทุน" เสมอ ไม่ใช่ราคาขาย!

11. สูตรลัดที่ออกสอบบ่อย

เพิ่ม 10%

× 1.10

เพิ่ม 20%

× 1.20

เพิ่ม 50%

× 1.50

ลด 10%

× 0.90

ลด 20%

× 0.80

ลด 25%

× 0.75

ลด 50%

× 0.50

เพิ่ม 150%

× 2.50

เพิ่ม 200%

× 3.00

💡 เพิ่ม = คูณมากกว่า 1  |  ลด = คูณน้อยกว่า 1

📌 เปอร์เซ็นต์ที่ควรจำให้ขึ้นใจ

10% = 0.1
20% = 0.2
25% = 0.25
50% = 0.5
75% = 0.75
100% = 1
120% = 1.2
150% = 1.5
200% = 2
250% = 2.5

🚀 เทคนิคทำข้อสอบให้เร็ว

  • 1ถามว่า "คิดเทียบกับอะไร" — เปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นหรือลดลง ต้องเทียบกับ "ค่าเดิม" เสมอ
  • 2จำ 25%, 50%, 75% ให้แม่น — เพราะออกข้อสอบบ่อยมาก (25% = 1/4, 50% = 1/2, 75% = 3/4)
  • 3ถามเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ — หา (ส่วนต่าง ÷ ค่าเดิม × 100) ไม่ใช่หารด้วยค่าใหม่
  • 4ถามราคาหลังลด — ไม่ต้องคิดสองรอบ ลด 20% คิดเลย ราคาเดิม × 0.80
  • 5เจอเปอร์เซ็นต์ซ้อน — อ่านโจทย์ให้ดีว่าอ้างอิงจากค่าใด เปอร์เซ็นต์ของเปอร์เซ็นต์คือคูณทบกัน

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

เปอร์เซ็นต์ = ส่วน ÷ ทั้งหมด × 100

เพิ่มขึ้น = ส่วนต่าง ÷ ค่าเดิม × 100

ลดลง = ส่วนต่าง ÷ ค่าเดิม × 100

เพิ่ม x% = คูณ (1 + x/100)

ลด x% = คูณ (1 - x/100)

💡 จำง่าย ๆ: "เปอร์เซ็นต์คิดจากส่วนเทียบกับทั้งหมด" และ "การเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เทียบกับค่าเดิมเสมอ"
ไปทำข้อสอบคณิตศาสตร์

สถิติในข้อสอบ ก.พ. ไม่เน้นสูตรยาก แต่เน้นการ "อ่านข้อมูลให้ถูก" เพราะโจทย์ส่วนใหญ่ให้ตารางหรือกราฟมา แล้วถามหาค่าเฉลี่ย ส่วนต่าง ค่าสูงสุด หรือเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลง

📌 สถิติคืออะไร?

สถิติคือการนำข้อมูลมาสรุป วิเคราะห์ และเปรียบเทียบ เพื่อให้เข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างข้อมูล คะแนนสอบ 5 คน

70
80
90
60
100

จากข้อมูลนี้ เราสามารถหาค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด หรือค่ากึ่งกลางได้

1. ค่าเฉลี่ย (Mean)

ค่าเฉลี่ย = ผลรวมทั้งหมด ÷ จำนวนข้อมูล

คะแนน: 70, 80, 90, 60, 100

ผลรวม = 70+80+90+60+100 = 400

หาร = 400 ÷ 5

ตอบ 80 คะแนน

เงินเดือน: 20,000, 25,000, 30,000, 35,000

ผลรวม = 110,000

หาร = 110,000 ÷ 4

ตอบ 27,500 บาท

💡 Mean = รวมแล้วหาร

2. มัธยฐาน (Median)

มัธยฐานคือ "ค่าที่อยู่ตรงกลาง"

⚠️ ต้องเรียงข้อมูลก่อนทุกครั้ง

5, 8, 10, 12, 15

5 ตัว → ค่าตรงกลางตัวที่ 3

ตอบ 10

15, 5, 20, 10, 25

เรียงก่อน: 5, 10, 15, 20, 25

ตอบ 15

กรณีจำนวนข้อมูลเป็นเลขคู่

4, 7, 9, 12

4 ตัว → ตัวกลางคือ 7 และ 9

(7+9) ÷ 2 = 8

ตอบ 8

💡 Median = เรียงก่อนเสมอ

3. ฐานนิยม (Mode)

ค่าที่พบมากที่สุด

2, 4, 5, 5, 7, 8

เลข 5 ปรากฏ 2 ครั้ง

ตอบ 5

1, 2, 2, 3, 3, 3, 4

เลข 3 ปรากฏมากที่สุด

ตอบ 3

💡 Mode = Most (พบมากที่สุด)

4. พิสัย (Range)

พิสัยคือระยะห่างระหว่างค่ามากที่สุดกับค่าน้อยที่สุด

สูตร: ค่าสูงสุด - ค่าต่ำสุด

20, 35, 50, 25, 40

ค่าสูงสุด = 50, ค่าต่ำสุด = 20

50 - 20 = 30

ตอบ 30

💡 Range = มากสุดลบน้อยสุด

📌 สรุป Mean Median Mode Range

ประเภทความหมาย
Meanค่าเฉลี่ย
Medianค่ากึ่งกลาง
Modeค่าที่พบมากที่สุด
Rangeมากสุด - น้อยสุด

5. การอ่านตาราง

ปีจำนวนผู้สมัครสอบ
256510,000
256612,000
256715,000

📌 ปีใดมีผู้สมัครมากที่สุด?

15,000 → ปี 2567

📌 จำนวนผู้สมัครเพิ่มขึ้นเท่าไร?

15,000 - 10,000 = 5,000 คน

📌 ค่าเฉลี่ยผู้สมัครต่อปี?

(10,000+12,000+15,000) ÷ 3 ≈ 12,333 คน

6-8. การอ่านกราฟ (แท่ง เส้น วงกลม)

📊 กราฟแท่ง

ใช้สำหรับเปรียบเทียบข้อมูล

เชียงใหม่ 120

ลำปาง 90

ลำพูน 80

แพร่ 60

มากสุด = เชียงใหม่

เชียงใหม่ > ลำพูน = 40 คน

💡 กราฟแท่ง = เปรียบเทียบ

📈 กราฟเส้น

ใช้ดูแนวโน้ม

2564: 100

2565: 150

2566: 180

2567: 250

ยอดขายเพิ่มขึ้นทุกปี

รวมที่เพิ่ม = 150

💡 กราฟเส้น = ดูแนวโน้ม

🥧 กราฟวงกลม

ใช้ดูสัดส่วน

ภาษาไทย 40%

อังกฤษ 30%

คณิต 20%

วิทย์ 10%

มากสุด = ภาษาไทย

ไทย - วิทย์ = 30%

💡 วงกลม = สัดส่วนรวม 100%

9. การเปลี่ยนแปลงร้อยละ

สูตร: (ส่วนต่าง ÷ ค่าเดิม) × 100

รายได้ปีแรก 20,000 → ปีถัดไป 25,000

เพิ่มขึ้น = 25,000 - 20,000 = 5,000

% เปลี่ยนแปลง = 5,000 ÷ 20,000 × 100 = 25%

ตอบ เพิ่มขึ้น 25%

📝 ตัวอย่างแนวข้อสอบ ก.พ.

เดือนยอดขาย
มกราคม100
กุมภาพันธ์120
มีนาคม90
เมษายน150

ข้อ 1: เดือนใดมียอดขายมากที่สุด

ตอบ เมษายน (150)

ข้อ 2: ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนเท่าไร

ตอบ (100+120+90+150) ÷ 4 = 115

ข้อ 3: เมษายนมากกว่ามีนาคมกี่หน่วย

ตอบ 150 - 90 = 60

🚀 เทคนิคทำข้อสอบสถิติให้เร็ว

  • 1อ่านคำถามก่อนดูข้อมูล — เพราะบางครั้งให้ข้อมูลเยอะ แต่ใช้จริงแค่บางส่วน
  • 2ระวังหน่วย — คน / ล้านบาท / พันบาท / % หน่วยผิด ตอบผิดทันที
  • 3จำสูตรสำคัญแค่ 4 สูตร — Mean, Median, Mode, Range
  • 4ดูประเภทกราฟก่อนตอบ — แท่ง = เปรียบเทียบ, เส้น = แนวโน้ม, วงกลม = สัดส่วน
  • 5เก็บคะแนนให้ได้ — หัวข้อนี้ออก 2-4 ข้อทุกปี เก็บคะแนนง่ายที่สุดในวิชาคณิตศาสตร์

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

Mean = รวมแล้วหาร

Median = เรียงก่อน หาค่าตรงกลาง

Mode = เจอบ่อยที่สุด

Range = มากสุดลบน้อยสุด

กราฟแท่ง = เปรียบเทียบ

กราฟเส้น = ดูแนวโน้ม

กราฟวงกลม = ดูสัดส่วน

% เปลี่ยนแปลง = (ต่าง÷เดิม)×100

💡 หัวข้อนี้เก็บคะแนนง่ายที่สุดในวิชาคณิตศาสตร์ ก.พ. — ไม่ต้องใช้สูตรซับซ้อน แค่ "อ่านให้ถูก คำนวณให้แม่น"
ไปทำข้อสอบคณิตศาสตร์

ภาษาไทย

วัดทักษะการใช้ภาษาไทยในการอ่าน การเขียน การทำความเข้าใจ และการเรียงลำดับข้อความ

การอ่านจับใจความคือการค้นหาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ หรือประเด็นสำคัญที่สุดของข้อความ เป็นหัวข้อที่ออกสอบ ก.พ. ทุกปี แต่หลายคนเสียคะแนนเพราะอ่านพยายามจำทุกอย่าง ทั้งที่จริงแล้ววัด "การจับประเด็นสำคัญ" มากกว่าการท่องจำรายละเอียด

ข้อสอบ ก.พ. มักถามเกี่ยวกับ

ใจความสำคัญ
ชื่อเรื่องที่เหมาะสม
ข้อสรุปจากข้อความ
สิ่งที่อนุมานได้
ข้อใดกล่าวถูกต้อง
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง
จุดประสงค์ผู้เขียน
ข้อเท็จจริง/ข้อคิดเห็น

💎 หลักสำคัญที่สุด

"อย่าอ่านเพื่อจำทุกคำ แต่ให้อ่านเพื่อหา ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ผลเป็นอย่างไร"

ใคร

Who

ทำอะไร

What

ที่ไหน

Where

เมื่อไร

When

ทำไม

Why

อย่างไร

How

📌 ใจความสำคัญ (Main Idea)

ใจความสำคัญคือประโยคหรือแนวคิดหลักที่ครอบคลุมข้อความทั้งหมด ส่วนรายละเอียดเป็นเพียงข้อมูลสนับสนุน

"ปัจจุบันคนไทยหันมาออกกำลังกายมากขึ้น เนื่องจากตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ ส่งผลให้ธุรกิจฟิตเนสและอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง"

✅ ใจความสำคัญ

คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

ℹ️ รายละเอียดสนับสนุน

ฟิตเนสเติบโต, อาหารเพื่อสุขภาพเติบโต

🔍 เทคนิคหาใจความสำคัญ

1. ดูประโยคแรก

ผู้เขียนมักบอกประเด็นสำคัญไว้ตั้งแต่ต้น

"การอ่านหนังสือมีประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้และความคิด" → ใจความสำคัญ

2. ดูประโยคสุดท้าย

บางบทความจะสรุปไว้ตอนท้าย

"ดังนั้นทุกภาคส่วนควรร่วมมือกันแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ" → ใจความสำคัญอยู่ที่ประโยคสุดท้าย

3. ถามตัวเองว่า "ข้อความทั้งหมดพูดถึงอะไร"

ตอบให้สั้นที่สุด ถ้าตอบได้ แสดงว่าพบใจความสำคัญแล้ว

📝 ทริก 5W1H — ใช้สรุปเรื่องที่อ่าน

ใคร

Who

= รัฐบาล

ทำอะไร

What

= ช่วยเหลือเกษตรกร

ที่ไหน

Where

เมื่อไร

When

ทำไม

Why

= ภัยแล้ง

อย่างไร

How

"รัฐบาลเปิดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง"
→ จับประเด็นได้: รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรเพราะภัยแล้ง

🔎 การอนุมาน (Inference)

การสรุปสิ่งที่ไม่ได้เขียนตรง ๆ แต่สามารถคาดเดาได้จากข้อมูล

"นาย ก. ถือร่มและเสื้อผ้าเปียกเมื่อเดินเข้ามาในห้อง"

อนุมานได้ว่า ข้างนอกฝนตก

แม้ข้อความจะไม่ได้บอกตรง ๆ

💡 อนุมาน = อ่านระหว่างบรรทัด

⚖️ ข้อเท็จจริง (Fact) และข้อคิดเห็น (Opinion)

📌 ข้อเท็จจริง

พิสูจน์ได้ มีหลักฐานอ้างอิง

"ประเทศไทยมี 77 จังหวัด" — ตรวจสอบได้

💬 ข้อคิดเห็น

ความรู้สึกหรือความคิดเห็นส่วนตัว

"เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่น่าเที่ยวที่สุด" — แล้วแต่คน

⚠️ คำที่มักเจอในข้อคิดเห็น

ดีที่สุด, สวยที่สุด, น่าจะ, ควร, อาจ, คาดว่า

ถ้าเจอคำเหล่านี้ ให้สงสัยว่าเป็น "ข้อคิดเห็น"

🎯 จุดประสงค์ของผู้เขียน

ข้อสอบชอบถามว่า "ผู้เขียนต้องการอะไร"

📚 ให้ความรู้

เช่น บทความวิชาการ

💭 แสดงความเห็น

เช่น บทความวิจารณ์

📢 โน้มน้าวใจ

เช่น โฆษณา

🎭 ให้ความบันเทิง

เช่น เรื่องสั้น, นิทาน

✅ ข้อใดกล่าวถูกต้อง / ❌ ข้อใดกล่าวไม่ได้

อย่าใช้ความรู้ของตัวเอง — ตอบจากข้อมูลที่โจทย์ให้เท่านั้น!

✅ ข้อใดถูกต้อง

"ญี่ปุ่นมีประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง"

✓ ญี่ปุ่นมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

✗ ประเทศอื่นมีผู้สูงอายุมากกว่า (โจทย์ไม่ได้พูดถึง)

❌ ข้อใดกล่าวไม่ได้

คำตอบมักเป็นตัวเลือกที่

  • • เกินจากข้อมูล
  • • สรุปมากเกินไป
  • • เติมข้อมูลที่โจทย์ไม่ได้กล่าวไว้

🔗 คำเชื่อมที่ควรรู้

เหตุผล

เพราะ, เนื่องจาก, สืบเนื่องจาก

ผลลัพธ์

ดังนั้น, จึง, ส่งผลให้, ทำให้

ขัดแย้ง

แต่, อย่างไรก็ตาม, ในทางตรงกันข้าม

เพิ่มเติม

นอกจากนี้, อีกทั้ง, รวมทั้ง

🚀 เทคนิคทำข้อสอบอ่านจับใจความให้เร็ว

  • 1อ่านคำถามก่อน — จะรู้ว่าต้องหาข้อมูลอะไร
  • 2มองหาคำสำคัญ — สาเหตุ, ผลลัพธ์, ปัญหา, วิธีแก้ไข, ประโยชน์, ผลกระทบ
  • 3อย่าอ่านทุกคำ — อ่านแบบกวาดสายตา หาประโยคสำคัญ
  • 4ตัดตัวเลือกที่เกินจากข้อความก่อน — ข้อสอบชอบหลอกด้วยสิ่งที่ดูเหมือนถูก แต่โจทย์ไม่ได้พูดถึง
  • 5ระวังคำสรุปสุดโต่ง — ทุกคน, ทั้งหมด, เสมอ, แน่นอน, เท่านั้น, ไม่มีเลย — มักทำให้ข้อความผิด

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

Main Idea = เรื่องนี้พูดถึงอะไร

Fact = พิสูจน์ได้

Opinion = ความคิดเห็น

Inference = สรุปได้จากข้อความ

ถูกต้อง = มีอยู่ในบทความ

ไม่ได้กล่าว = อย่าเติมเอง

ผู้เขียนต้องการ = สังเกตจากรูปแบบ

เชื่อม = บอกความสัมพันธ์

💡 ทริกสำคัญที่สุด: "ตอบจากข้อความ ไม่ใช่จากความรู้ของเรา"
ข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้วัดว่าเรารู้มากแค่ไหน แต่วัดว่าเราอ่านและเข้าใจสิ่งที่โจทย์สื่อได้ถูกต้องหรือไม่
ไปทำข้อสอบภาษาไทย

การใช้ภาษาในข้อสอบ ก.พ. วัดความเข้าใจในการใช้คำ ประโยค และข้อความให้ถูกต้อง เหมาะสม และสื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ใช่การท่องจำ

ข้อสอบ ก.พ. มักออกในเรื่อง

เลือกใช้คำ
เรียงประโยค
เติมคำในช่องว่าง
ราชาศัพท์
สำนวนไทย
คำใกล้เคียง
คำเชื่อม
ประโยคกำกวม
ระดับภาษา

1. การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง

เลือกคำที่เหมาะสมกับความหมายและสถานการณ์

✗ เขารับประทานน้ำ

✓ เขาดื่มน้ำ (รับประทานใช้กับอาหาร)

✗ ฝนตกหนักมากจนรถติดอย่างสนุกสนาน

✓ ฝนตกหนักมากจนรถติดเป็นเวลานาน

💡 อ่านแล้วฟังดูแปลก มักเป็นคำตอบที่ผิด

2. คำที่มีความหมายใกล้เคียง

ขยัน = หมั่นเพียร
ประหยัด = มัธยัสถ์
ซื่อสัตย์ = สุจริต
เจริญ = รุ่งเรือง
💡 อย่าท่องคำศัพท์เป็นคำ ๆ ให้จำเป็นคู่คำ

3. คำตรงข้าม

รัก ↔ เกลียด
เร็ว ↔ ช้า
ซื่อสัตย์ ↔ ทุจริต
เจริญ ↔ เสื่อม

4. การเติมคำในช่องว่าง

"นักเรียนควร ______ หนังสืออย่างสม่ำเสมอ"

อ่าน
วิ่ง
นอน
กระโดด

ตอบ "อ่าน" เพราะสัมพันธ์กับคำว่า "หนังสือ"

💡 อ่านทั้งประโยค อย่าดูเฉพาะช่องว่าง

5. การเรียงประโยค

เริ่มต้น
→
สาเหตุ
→
ผลลัพธ์
→
ข้อสรุป

คำเชื่อมที่ควรรู้

เหตุผล

เพราะ, เนื่องจาก, ด้วยเหตุที่

ผลลัพธ์

ดังนั้น, จึง, ส่งผลให้

ขัดแย้ง

แต่, อย่างไรก็ตาม, ถึงแม้ว่า

เพิ่มเติม

นอกจากนี้, อีกทั้ง, รวมทั้ง

💡 เหตุ → ผล มักเป็นลำดับที่ข้อสอบชอบออก

6. ประโยคกำกวม

ประโยคที่ตีความได้หลายความหมาย

✗ "ฉันเห็นผู้ชายใส่แว่นเดินอยู่บนถนน"

ไม่ชัดเจนว่า "ผู้ชายใส่แว่น" หรือ "ฉันใส่แว่น"

✓ "ฉันเห็นผู้ชายที่สวมแว่นตาเดินอยู่บนถนน"

💡 ถ้าอ่านแล้วตีความได้มากกว่าหนึ่งแบบ แสดงว่าประโยคกำกวม

7. การใช้คำซ้ำซ้อน

✗ ย้อนกลับคืนมา

✓ กลับมา

✗ ร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

✓ ช่วยเหลือกัน

✗ เปิดเผยออกมา

✓ เปิดเผย

💡 ถ้าตัดคำบางคำออกแล้วความหมายยังเหมือนเดิม แสดงว่าซ้ำซ้อน

8. สำนวนไทยที่ออกสอบบ่อย

ขี่ช้างจับตั๊กแตน

ลงทุนมาก แต่ได้ผลตอบแทนน้อย

น้ำขึ้นให้รีบตัก

เมื่อมีโอกาส ควรรีบคว้าไว้

จับปลาสองมือ

ทำหลายอย่างพร้อมกันจนไม่ได้ดีสักอย่าง

ขวานผ่าซาก

พูดตรงเกินไป

เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

เห็นสิ่งไม่ดีเป็นสิ่งดี

รำไม่ดีโทษปี่โทษกลอง

โทษคนอื่นเมื่อตัวเองผิด

💡 จำความหมาย ไม่ต้องจำที่มาของสำนวน

9. คำราชาศัพท์

รับประทาน

เสวย

นอน

บรรทม

เดิน

ดำเนิน

ป่วย

ประชวร

พูด

ตรัส

💡 ข้อสอบมักถามการใช้ราชาศัพท์ให้เหมาะกับบุคคล

10. การใช้คำให้เหมาะกับระดับภาษา

ทางการ

โปรดพิจารณา

กึ่งทางการ

ช่วยพิจารณาด้วย

⭐ ข้อสอบราชการนิยมใช้

กันเอง

ฝากดูให้หน่อยนะ

11. การเลือกข้อความที่สมเหตุสมผล

✗ ฝนตกหนักมากจนแดดออกแรง

✓ ฝนตกหนักมากจนเกิดน้ำท่วม

💡 เหตุและผลต้องสัมพันธ์กัน

⚠️ คำที่ข้อสอบชอบใช้เป็นตัวหลอก

ทั้งหมด
ทุกคน
เสมอ
แน่นอน
ไม่มีวัน
เพียงอย่างเดียว

คำเหล่านี้มักทำให้ข้อความดูเกินจริง ต้องระวังเป็นพิเศษ

🚀 เทคนิคทำข้อสอบการใช้ภาษา

  • 1อ่านทั้งประโยค — อย่าดูเฉพาะคำที่สงสัย
  • 2เลือกคำที่อ่านแล้วลื่นที่สุด — ภาษาไทยที่ถูกต้องมักอ่านเป็นธรรมชาติ
  • 3ดูความสัมพันธ์เหตุและผล — เพราะ... ดังนั้น... ต้องสอดคล้องกัน
  • 4ตัดตัวเลือกที่ใช้คำแปลก ๆ ก่อน — มักมีตัวเลือกที่ขัดกับบริบทชัดเจน
  • 5ถ้าเหลือสองข้อ — เลือกข้อที่กระชับกว่า ไม่ซ้ำซ้อน ชัดเจนกว่า สื่อความหมายตรงที่สุด

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

คำถูก = เหมาะกับบริบท

ประโยคดี = ชัดเจน ไม่กำกวม

ข้อความดี = เหตุและผลสัมพันธ์กัน

ภาษาดี = กระชับ ไม่ซ้ำซ้อน

สำนวน = มีความหมายแฝง

ราชาศัพท์ = ใช้ให้เหมาะกับบุคคล

ระดับภาษา = ทางการ/กึ่งทางการ/กันเอง

กำกวม = ตีความได้หลายแบบ

หลอก = ทั้งหมด, ทุกคน, เสมอ

💡 ทริกสำคัญที่สุด: "คำตอบที่ถูกที่สุด ไม่จำเป็นต้องสวยที่สุด"
ต้องเป็นคำที่ ชัดเจน เหมาะสม กระชับ และสื่อความหมายตรงที่สุด
ไปทำข้อสอบภาษาไทย

การเรียงลำดับข้อความคือการนำประโยคที่สลับกันอยู่หลายประโยค มาเรียงใหม่ให้ได้ใจความที่ถูกต้องและต่อเนื่อง มีรูปแบบตายตัวที่สังเกตได้

ข้อสอบ ก.พ. มักให้ข้อความ 4-5 ประโยค แล้วถาม

ข้อใดควรเป็นลำดับแรก
ข้อใดเรียงลำดับถูกต้อง

💎 หลักสำคัญที่สุด

"ข้อความที่ดีต้องอ่านแล้วลื่น และมีความต่อเนื่อง"
เหตุ→ผล
ปัญหา→วิธีแก้
อดีต→ปัจจุบัน
ทั่วไป→รายละเอียด
สาเหตุ→ผลกระทบ

⚡ วิธีทำข้อสอบแบบเร็ว

ให้มองหา 3 สิ่งนี้

1. ประโยคเปิดเรื่อง

มักพูดถึงเรื่องกว้าง ๆ ก่อน

2. ประโยคขยายความ

รายละเอียดเพิ่มเติม

3. ประโยคสรุป

ปิดท้ายด้วยผลลัพธ์หรือข้อสรุป

1. ประโยคเปิดเรื่อง

เริ่มจากเรื่องกว้าง แล้วค่อยลงรายละเอียด

(ก) ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

(ข) ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาสาธารณสุข

(ค) โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนบุคลากรทางการแพทย์

(ง) และมีการปรับปรุงระบบบริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ลำดับ: ข → ค → ง → ก

ข = เกริ่นเรื่อง, ค-ง = รายละเอียด, ก = ผลลัพธ์

💡 เริ่มจากเรื่องกว้าง แล้วค่อยลงรายละเอียด

2. ความสัมพันธ์แบบเหตุและผล (ออกบ่อยที่สุด)

เพราะอะไร → เกิดอะไร → แล้วทำอย่างไร

(ก) ส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่

(ข) ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน

(ค) ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

(ง) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือ

ลำดับ: ข → ก → ค → ง

ข = สาเหตุ, ก = ผล, ค = ผลกระทบ, ง = การแก้ไข

💡 เพราะอะไร → เกิดอะไร → แล้วทำอย่างไร

3. ลำดับเวลา

(ก) เดินทางไปถึงที่ทำงาน

(ข) ตื่นนอน

(ค) รับประทานอาหารเช้า

(ง) ออกจากบ้าน

ลำดับ: ข → ค → ง → ก

💡 ดูว่าเหตุการณ์ใดต้องเกิดก่อน

4. ปัญหาและวิธีแก้

(ก) จึงมีการรณรงค์ลดการใช้พลาสติก

(ข) ปัจจุบันขยะพลาสติกมีปริมาณเพิ่มขึ้น

(ค) เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

(ง) และส่งผลเสียต่อระบบนิเวศ

ลำดับ: ข → ง → ก → ค

💡 ปัญหา → ผลกระทบ → วิธีแก้ → เป้าหมาย

🔗 คำเชื่อมที่ช่วยในการเรียงลำดับ

เหตุผล

เพราะ, เนื่องจาก, ด้วยเหตุที่

📍 มักอยู่ต้นเรื่อง

ผลลัพธ์

ดังนั้น, จึง, ส่งผลให้, ทำให้

📍 อยู่หลังสาเหตุ

ขัดแย้ง

แต่, อย่างไรก็ตาม, ถึงแม้ว่า

📍 ไม่ค่อยเป็นประโยคแรก

เพิ่มเติม

นอกจากนี้, อีกทั้ง, รวมทั้ง

📍 อยู่ช่วงกลางเรื่อง

⚠️ คำที่ไม่ควรเป็นประโยคแรก

ดังนั้น, อย่างไรก็ตาม, นอกจากนี้, อีกทั้ง, แต่, จึง, ทั้งนี้

เพราะต้องมีข้อความก่อนหน้าเสมอ

🚀 เทคนิคตัดตัวเลือกเร็ว

  • 1หา "ประโยคแรก" ก่อน — จะตัดตัวเลือกได้ครึ่งหนึ่งทันที
  • 2หา "คำเชื่อม" — ดังนั้น, จึง, แต่, อย่างไรก็ตาม, นอกจากนี้ บอกตำแหน่งของประโยค
  • 3มองหาความสัมพันธ์ — สาเหตุ→ผลลัพธ์, ปัญหา→วิธีแก้, อดีต→ปัจจุบัน, ทั่วไป→รายละเอียด
  • 4หา "คู่ประโยค" — เนื่องจาก...ดังนั้น..., แม้ว่า...แต่..., ทั้ง...และ... ต้องมาด้วยกัน
  • 5หา "ประโยคสุดท้าย" — มักมีคำว่า ดังนั้น, สรุปได้ว่า, จึง, ท้ายที่สุด

📝 ตัวอย่างข้อสอบ ก.พ.

(ก) ส่งผลให้ประชาชนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

(ข) ปัจจุบันปัญหาฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

(ค) หลายหน่วยงานจึงร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

(ง) และส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

เริ่มจากปัญหา→ ข
ผลกระทบ→ ง
การแก้ไข→ ค
ผลที่เกิดขึ้น→ ก
ลำดับ: ข → ง → ค → ก

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

เรื่องกว้าง → รายละเอียด → ผลลัพธ์ → สรุป

เหตุ → ผล

ปัญหา → วิธีแก้

อดีต → ปัจจุบัน

ประโยคแรก = ไม่มีคำเชื่อมนำ

ประโยคท้าย = ดังนั้น, สรุปได้ว่า

ไม่ขึ้นต้นด้วย = ดังนั้น, แต่, นอกจากนี้

หาคู่ = เนื่องจาก...ดังนั้น, แม้ว่า...แต่

💡 ทริกสำคัญที่สุด: อย่าพยายามเรียงทั้ง 4-5 ประโยคพร้อมกัน
ให้หาแค่ ประโยคแรก + ประโยคสุดท้าย + คู่ที่ต้องอยู่ติดกัน — ลำดับที่ถูกต้องจะปรากฏขึ้นเอง
ไปทำข้อสอบภาษาไทย

การคิดวิเคราะห์

วัดความสามารถในการคิดอย่างมีเหตุผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และสรุปผลจากเงื่อนไขที่กำหนด

อุปมา อุปไมยคือการเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่ง เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนขึ้น ข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้วัดการท่องจำ แต่วัดการมอง "ความสัมพันธ์" ระหว่างสิ่งสองสิ่ง

รูปแบบข้อสอบที่พบบ่อย

เปรียบเทียบความสัมพันธ์ของคำ
เติมคำอุปมาอุปไมย
หาสิ่งที่มีความสัมพันธ์เหมือนกัน

💎 หลักสำคัญที่สุด

"อย่ามองที่ตัวคำ แต่ให้มองว่า คำสองคำแรกเกี่ยวข้องกันอย่างไร"

แล้วหาคู่คำที่มีความสัมพันธ์แบบเดียวกัน

📌 รูปแบบที่ออกสอบบ่อย

1

สัตว์ : ที่อยู่อาศัย

ตัวอย่าง: ปลา : น้ำ→สิ่งมีชีวิต : ที่อยู่อาศัย
ประยุกต์: นก : ท้องฟ้า
💡 ใครอยู่ที่ไหน
2

เครื่องมือ : หน้าที่

ตัวอย่าง: ปากกา : เขียน→เครื่องมือ : การใช้งาน
ประยุกต์: กรรไกร : ตัด
💡 เอาไว้ทำอะไร
3

บุคคล : อาชีพ

ตัวอย่าง: ครู : สอน→บุคคล : หน้าที่
ประยุกต์: แพทย์ : รักษา
💡 คนนี้มีหน้าที่อะไร
4

เหตุ : ผล

ตัวอย่าง: ฝนตก : น้ำท่วม→สาเหตุ → ผลลัพธ์
ประยุกต์: ขยัน : สำเร็จ
💡 เพราะอะไร → เกิดอะไร
5

ส่วนประกอบ : ทั้งหมด

ตัวอย่าง: ล้อ : รถยนต์→ส่วนหนึ่งของทั้งหมด
ประยุกต์: หน้า : คน
💡 เป็นส่วนหนึ่งของอะไร
6

พ่อแม่ : ลูก

ตัวอย่าง: ไก่ : ลูกเจี๊ยบ→พ่อแม่ → ลูก
ประยุกต์: สุนัข : ลูกสุนัข
💡 สัตว์ชนิดนี้ลูกเรียกว่าอะไร
7

วัตถุดิบ : ผลิตภัณฑ์

ตัวอย่าง: ข้าว : ข้าวสาร→สิ่งที่นำมาผลิต → สิ่งที่ได้
ประยุกต์: น้ำนม : เนย
💡 จากอะไรเป็นอะไร
8

ประเทศ : เมืองหลวง

ตัวอย่าง: ไทย : กรุงเทพฯ→ประเทศ : เมืองหลวง
ประยุกต์: ญี่ปุ่น : โตเกียว
💡 เมืองหลวงคืออะไร
9

คำตรงข้าม

ตัวอย่าง: สูง : ต่ำ→ตรงกันข้าม
ประยุกต์: ร้อน : เย็น
💡 ตรงข้ามคืออะไร
10

คำพ้องความหมาย

ตัวอย่าง: กล้าหาญ : อาจหาญ→ความหมายเหมือนกัน
ประยุกต์: ขยัน : หมั่นเพียร
💡 คำนี้มีความหมายคล้ายอะไร

📝 ตัวอย่างข้อสอบ ก.พ.

ข้อ 1: ตา : มองเห็น :: หู : ?

วิเคราะห์: ตามีหน้าที่มองเห็น → หูมีหน้าที่ได้ยิน

ตอบ: ได้ยิน

💡 ให้ดูที่หน้าที่ของอวัยวะ

ข้อ 2: ปลา : น้ำ :: นก : ?

วิเคราะห์: ปลาอาศัยในน้ำ → นกอาศัยในท้องฟ้า

ตอบ: ท้องฟ้า

💡 อย่าตอบ "รัง" เพราะนกอยู่ในรังแต่ปลาอยู่ในน้ำไม่ใช่ในบ้าน

ข้อ 3: ครู : นักเรียน :: แพทย์ : ?

วิเคราะห์: ครูดูแลนักเรียน → แพทย์ดูแลผู้ป่วย

ตอบ: ผู้ป่วย

💡 ให้ดูที่ผู้รับการดูแล

🚀 เทคนิคทำข้อสอบอุปมา อุปไมย ให้เร็ว

  • 1หาความสัมพันธ์ของคำคู่แรกก่อน — เช่น มีด : หั่น → เครื่องมือ : หน้าที่
  • 2มองหาคู่คำที่มีความสัมพันธ์แบบเดียวกัน — ไม่ใช่ความหมายเหมือนกัน
  • 3อย่าสนใจความหมายของคำมากเกินไป — ให้สนใจว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร
  • 4ระวังตัวหลอก — ปลา:น้ำ = สัตว์:สภาพแวดล้อม → นก:ท้องฟ้า ไม่ใช่ นก:รัง
  • 5ไม่รู้ศัพท์ก็ตอบได้ — ถ้าหาความสัมพันธ์ของคู่แรกได้ โอกาสตอบถูกสูงมาก แม้ไม่รู้ทุกตัวเลือก

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

ใครอยู่ที่ไหน
ใครทำอะไร
สาเหตุ→ผล
ส่วน→ทั้งหมด
ผู้ทำ→ผู้รับ
ตรงข้าม
พ้องความหมาย
วัตถุดิบ→ผลิตภัณฑ์
💡 ทริกสำคัญที่สุด: "อย่ามองคำ แต่ให้มองความสัมพันธ์"
ข้อสอบไม่ได้ถามว่ารู้คำศัพท์มากแค่ไหน แต่ถามว่า "คำสองคำนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร และมีคู่ใดที่เกี่ยวข้องกันในลักษณะเดียวกัน"
ไปทำข้อสอบอุปมา-อุปไมย

ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์กำหนดให้เครื่องหมายต่าง ๆ มีความหมายใหม่ ซึ่งแตกต่างจากคณิตศาสตร์ปกติ แล้วให้หาค่าของนิพจน์หรือเปรียบเทียบความสัมพันธ์

⚠️ หลักสำคัญที่สุด

"ห้ามคิดตามเครื่องหมายเดิม — ต้องแปลสัญลักษณ์ก่อนทุกครั้ง"

📌 ขั้นตอนมาตรฐาน

ขั้นที่ 1: แปลความหมาย

20 + 8 - 2

กำหนดให้ + = ลบ, - = คูณ

→ 20 - 8 × 2

ขั้นที่ 2: คำนวณตามลำดับ

คูณก่อน: 8 × 2 = 16

แล้วลบ: 20 - 16

= 4

💡 อย่าแปลไปคิดไป — แปลทั้งโจทย์ก่อน แล้วค่อยคำนวณ

📐 ลำดับการคำนวณที่ต้องจำ

วงเล็บ
→
ยกกำลัง
→
คูณ/หาร
→
บวก/ลบ
💡 คูณหารก่อน บวกลบทีหลัง — และคูณกับหารคิดจากซ้ายไปขวา

รูปแบบที่ 1 : หาค่าของนิพจน์ (พบบ่อยที่สุด)

กำหนดให้ + = ÷, - = ×, × = +, ÷ = -

จงหา 18 - 6 + 3

แปล: 18 × 6 ÷ 3

18 × 6 = 108, 108 ÷ 3 = 36

รูปแบบที่ 2 : หลอกเรื่องลำดับการคำนวณ (ออกบ่อยมาก)

กำหนดให้ + = ×

จงหา 10 - 5 + 2

แปล: 10 - 5 × 2

⚠️ ต้องคูณก่อน: 5 × 2 = 10

10 - 10 = 0

ไม่ใช่ 10-5=5 แล้ว 5×2=10 ❌

💡 คนที่รีบคิดทันทีมักผิด — คนที่เสียเวลา 5 วินาทีแปลโจทย์ก่อนมักถูก

รูปแบบที่ 3 : เปรียบเทียบค่า

กำหนดให้ + = ×, × = -

จงเปรียบเทียบ 8 + 2 × 3 ... 14

แปล: 8 × 2 - 3 = 16 - 3 = 13

13 < 14 → ตอบ <

💡 ถ้าถามเปรียบเทียบ ให้หาค่าทั้งสองข้างก่อนเสมอ

รูปแบบที่ 4 : หาเครื่องหมายจากตัวอย่าง

9 △ 3 = 12, 15 △ 5 = 20

แล้ว 20 △ 10 = ?

สังเกต: 9+3=12, 15+5=20 → △ = +

20 + 10 = 30

รูปแบบที่ 5 : เงื่อนไขหลายชั้น

A=3, B=A+4, C=B×2, D=C-5

A=3 → B=7 → C=14 → D=9

รูปแบบที่ 6 : เครื่องหมายมากกว่าหนึ่งตัว (ออกบ่อย)

กำหนดให้ + = ÷, - = +, × = -, ÷ = ×

จงหา 24 ÷ 6 - 4 + 2

แปล: 24 × 6 + 4 ÷ 2

= 144 + 2 = 146

⚠️ ข้อสอบจริงชอบหลอกอะไร

1. ให้เครื่องหมายกลับกัน

+ = -, - = + → หลายคนเผลอใช้เครื่องหมายเดิม

2. มีคูณและหารปะปนกัน

24 ÷ 6 × 2 → ต้องคิดจากซ้ายไปขวา (24÷6=4, 4×2=8) ไม่ใช่ 24÷12=2

3. หลอกด้วยวงเล็บ

(8+2)-3 เมื่อ +=×, -=+ → กลายเป็น (8×2)+3 = 19

🚀 เทคนิคทำข้อสอบให้เร็ว

  • 1เขียนความหมายใหม่ไว้ด้านบน — อย่าพยายามจำในหัว
  • 2แปลทั้งโจทย์ก่อนแล้วค่อยคำนวณ — อย่าแปลไปคิดไป เพราะมีโอกาสผิดสูง
  • 3คูณและหาร คิดจากซ้ายไปขวา — เช่น 48÷6×4 = 8×4 = 32
  • 4ถ้าถามเปรียบเทียบ — หาค่าทั้งสองข้างก่อนแล้วจึงใส่ >, < หรือ =

📌 แนวข้อสอบ ก.พ. ช่วงหลัง

ส่วนใหญ่มักออกในลักษณะ

สลับเครื่องหมาย 3-4 ตัว
มีคูณและหารร่วมกัน
มีวงเล็บ
เปรียบเทียบค่า
หาความหมายสัญลักษณ์จากตัวอย่าง
ซึ่งทั้งหมดใช้หลักเดียวกัน: "แปลก่อน → คิดทีหลัง"

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

❌ ห้ามใช้ความหมายเดิม

✅ แปลทั้งโจทย์ก่อนคำนวณ

✅ คูณหารก่อน บวกลบทีหลัง

✅ คูณและหาร คิดจากซ้ายไปขวา

✅ บวกและลบ คิดจากซ้ายไปขวา

✅ เปรียบเทียบ = หาค่าสองข้างก่อน

✅ วงเล็บ → คิดในวงเล็บก่อน

✅ สังเกตตัวอย่างก่อนหาเครื่องหมาย

💡 ทริกที่คนสอบติดใช้: "ข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์ไม่ได้วัดความเก่งคณิตศาสตร์ แต่วัดว่าใครใจร้อนกว่ากัน"
คนที่รีบคิดทันทีมักผิด — คนที่เสียเวลา 5 วินาทีแปลโจทย์ก่อนมักได้คะแนนเกือบเต็ม
ไปทำข้อสอบเงื่อนไขสัญลักษณ์

การวิเคราะห์เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical Reasoning) ไม่ได้วัดการท่องจำ แต่วัดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ และสรุปเหตุผลอย่างเป็นระบบจากข้อมูลที่กำหนดให้

รูปแบบข้อสอบที่ออกบ่อย

เหตุและผล
การอนุมาน
ถ้า...แล้ว
จริง-เท็จ
และ/หรือ
สรุปเหตุผล
เพียงพอหรือไม่
ข้อขัดแย้ง
สมมติฐาน
เรียงลำดับ

💎 หลักสำคัญที่สุด

"ตอบจากข้อมูลที่โจทย์ให้ ไม่ใช่จากความรู้หรือความคิดเห็นของเรา"

1. การวิเคราะห์เหตุและผล

เหตุเกิดก่อน ผลเกิดทีหลัง

"ฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วม"

ฝนตกหนัก (สาเหตุ)→น้ำท่วม (ผล)
💡 เพราะอะไร → เกิดอะไร

2. การอนุมาน (Inference)

สรุปสิ่งที่ไม่ได้เขียนตรง ๆ แต่สรุปได้จากข้อมูล

"นาย ก. เดินเข้ามาในห้องพร้อมร่มเปียกและเสื้อผ้าเปียก"

อนุมานได้ว่า ข้างนอกฝนตก

แม้ข้อความไม่ได้ระบุโดยตรง

💡 อนุมาน = อ่านระหว่างบรรทัด

3. เงื่อนไข "ถ้า...แล้ว" (ออกบ่อยมาก)

✅ สรุปได้

ถ้าขยันอ่านหนังสือ จะสอบผ่าน

นายแดงขยันอ่านหนังสือ

∴ นายแดงสอบผ่าน

💡 A → B, รู้ A → สรุป B ได้

❌ สรุปไม่ได้

ถ้าฝนตกแล้วถนนเปียก

ถนนเปียก

∴ ฝนตก? (อาจรดน้ำต้นไม้)

⚠️ รู้ B → ย้อนกลับไปหา A ไม่ได้

💡 A → B: รู้ A สรุป B ได้  |  รู้ B ย้อนกลับไปหา A ไม่ได้

4. การใช้ "และ" (AND)

ทุกเงื่อนไขต้องเป็นจริงพร้อมกัน

"อายุ ≥ 18 ปี และ จบปริญญาตรี"

✓ อายุ 18+ และ ✓ จบปริญญาตรี

✗ หากขาดข้อใดข้อหนึ่ง → ไม่ผ่าน

💡 AND = ต้องครบทุกข้อ

5. การใช้ "หรือ" (OR)

อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่าง

"เดินทางโดยรถไฟ หรือ เครื่องบิน"

✓ รถไฟ

✓ เครื่องบิน

✓ ทั้งสองอย่าง

💡 OR = อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

6-7. การสรุปเหตุผล + ข้อสรุปที่เกินข้อมูล (หลอกบ่อย)

✅ สรุปได้

นักเรียนทุกคนในห้อง A ชอบคณิตศาสตร์

สมชายเป็นนักเรียนในห้อง A

∴ สมชายชอบคณิตศาสตร์

💡 A ⊂ B, x ∈ A → x ∈ B

❌ สรุปเกินข้อมูล

"ประชาชนจำนวนมากนิยมใช้รถไฟฟ้า"

✓ รถไฟฟ้าได้รับความนิยม

✗ ทุกคนใช้รถไฟฟ้า (โจทย์ไม่บอกว่า "ทุกคน")

⚠️ บางคน ≠ ทุกคน

⚠️ คำที่ต้องระวัง — มักทำให้ข้อสรุปผิด

ทุกคน
ทั้งหมด
เสมอ
แน่นอน
ไม่มีเลย
เพียงอย่างเดียว

8-10. รูปแบบอื่น ๆ ที่ออกสอบ

🔴 ข้อขัดแย้ง

ข้อ 1: นักเรียนทุกคนสอบผ่าน

ข้อ 2: สมชายสอบไม่ผ่าน

→ ขัดแย้งกัน ไม่เป็นจริงพร้อมกัน

📊 เพียงพอหรือไม่

ถาม: สมชายสูงกว่าสมหญิง?

ข้อมูล 1: สมชาย 170 ซม.

ข้อมูล 2: สมหญิง 165 ซม.

→ ใช้ร่วมกันจึงตอบได้

🔗 ถ้า...แล้ว + และ/หรือ

ถ้าอายุ ≥ 18 และ จบการศึกษา → สมัครได้

ต้องครบทั้งสองเงื่อนไข

ขาดข้อใด → สมัครไม่ได้

📌 ตารางสรุปคำสำคัญที่ออกสอบบ่อย

คำความหมาย
ทุกคนทั้งหมด
บางคนอย่างน้อย 1 คน
และต้องครบทุกเงื่อนไข
หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสอง
ถ้า...แล้วA → B
ไม่ปฏิเสธ
ไม่มีใครจำนวนเป็นศูนย์

📝 ตัวอย่างข้อสอบแนว ก.พ.

กำหนดให้: นักเรียนทุกคนที่ขยัน จะสอบผ่าน

กำหนดให้: สมชายขยัน

1. สมชายสอบผ่าน

2. ทุกคนสอบผ่าน

3. คนที่สอบผ่านทุกคนขยัน

4. ไม่มีข้อใดถูก

วิเคราะห์

ขยัน → สอบผ่าน

สมชายขยัน → ∴ สอบผ่าน

ตอบ: ข้อ 1

⚠️ จุดที่คนสอบ ก.พ. ผิดบ่อยที่สุด

🔴 ใช้ความรู้ส่วนตัว

✅ ต้องตอบจากข้อมูลที่โจทย์ให้เท่านั้น

🔴 สรุปเกินข้อมูล

✅ "บางคน" ไม่ได้แปลว่า "ทุกคน"

🔴 ย้อนเงื่อนไขผิด

✅ ถ้า A แล้ว B — รู้ B ไม่ได้แปลว่า A เป็นจริง

🔴 หลงคำหลอก

✅ ทุกคน, เสมอ, ทั้งหมด, แน่นอน — มักเป็นตัวหลอก

📝 สูตรจำก่อนเข้าห้องสอบ

A → B รู้ A สรุป B ได้

รู้ B ย้อนหา A ไม่ได้

บางคน ≠ ทุกคน

AND = ต้องครบ

OR = อย่างใดอย่างหนึ่ง

ตอบจากโจทย์ ไม่ใช่จากความรู้

ระวัง: ทุกคน, เสมอ, ทั้งหมด

ข้อขัดแย้ง = เป็นจริงพร้อมกันไม่ได้

อนุมาน = อ่านระหว่างบรรทัด

ข้อมูลพอ = ใช้ตอบคำถามได้

💡 ทริกสำคัญที่สุด: "ข้อสอบตรรกศาสตร์ไม่ได้วัดว่าเราฉลาดแค่ไหน แต่วัดว่าเราคิดตามข้อมูลที่ได้รับโดยไม่เติมข้อมูลเองได้หรือไม่"
ไปทำข้อสอบตรรกศาสตร์
ไปต่อวิชาภาษาอังกฤษ

เรียนรู้วิชาอื่นๆ สำหรับการสอบ ก.พ. ภาค ก

กำลังเรียน
1

ความรู้ทั่วไป

คณิตศาสตร์, ภาษาไทย

2

ภาษาอังกฤษ

Reading, Grammar, Vocab

3

ข้าราชการที่ดี

กฎหมาย 6 ฉบับ, จริยธรรม