เจาะลึก พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ: ทำงานอย่างไร ไม่เสี่ยงชดใช้เงินส่วนตัว
ทำไมข้าราชการทุกคนต้องเข้าใจ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
สวัสดีครับทุกท่าน บทบาทของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐ นอกเหนือจากการขับเคลื่อนภารกิจของประเทศแล้ว สิ่งหนึ่งที่มาพร้อมกับอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็คือ ความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานตรวจรับพัสดุ การเบิกจ่ายงบประมาณ การขับรถยนต์ราชการ หรือแม้กระทั่งการอนุมัติคำขอต่างๆ ของประชาชน
ผมเชื่อว่าหลายคนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าราชการ หรือเพิ่งบรรจุใหม่ อาจเคยได้ยินข่าวประเภท ข้าราชการโดนเรียกชดใช้ค่าเสียหายหลักแสนหรือหลักล้านบาท จนเกิดความกังวลว่า "ทำงานราชการไปวันๆ หากพลาดพลั้งขึ้นมา จะต้องควักเงินส่วนตัวมาจ่ายหรือไม่?"
ผมขอให้ทุกท่านสบายใจได้ครับ หากเราปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเข้าใจหลักกฎหมาย พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจับผิดหรือลงโทษข้าราชการ แต่ในทางตรงกันข้าม มันคือ "เกราะคุ้มครอง" บุคลากรภาครัฐที่ปฏิบัติงานโดยสุจริต ไม่ให้ต้องตกเป็นจำเลยทางแพ่งของประชาชนโดยตรง และไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หากความผิดพลาดนั้นเกิดจากความประมาทเลินเล่อธรรมดา
ในบทความนี้ ผมจะมาเจาะลึกหลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ แยกแยะให้ชัดเจนว่าความผิดระดับไหนที่รัฐช่วยรับผิดชอบ และระดับไหนที่คุณต้องจ่ายเอง พร้อมเทคนิคการทำงานจริงที่คุณสามารถนำไปใช้เซฟตัวเองให้ปลอดภัยได้ทันทีครับ
ปรัชญาพื้นฐานและหลักการสำคัญของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ
ในอดีตก่อนปี พ.ศ. 2539 หากเจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิดต่อประชาชน ประชาชนสามารถฟ้องร้องเจ้าหน้าที่เป็นตัวบุคคลได้ทันที ส่งผลให้ข้าราชการยุคนั้นเกิดภาวะ "เกียร์ว่าง" ไม่กล้าตัดสินใจอะไร เพราะกลัวโดนฟ้องล่มจม กฎหมายฉบับนี้จึงถูกยกร่างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาระบบบริหารราชการ โดยวางหลักการคุ้มครองไว้ 3 ประการหลัก ดังนี้ครับ
1. ละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ vs ละเมิดส่วนตัว (มาตรา 5 และ มาตรา 6)
การแยกแยะแรกที่สำคัญที่สุดในการมองเรื่องความรับผิดทางละเมิด คือการดูว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้น "ในขณะปฏิบัติหน้าที่" หรือไม่
- การกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 5): หากผลแห่งการละเมิดเกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่กำลังทำตามอำนาจหน้าที่ ผู้เสียหายจะต้อง ฟ้องหน่วยงานของรัฐ โดยตรง ห้ามฟ้องเจ้าหน้าที่ตัวบุคคลเด็ดขาด เช่น นิติกรออกคำสั่งปกครองตามหน้าที่แต่เกิดความผิดพลาด ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายต้องฟ้องกรม/กระทรวง ไม่ใช่ฟ้องตัวนิติกร
- การกระทำละเมิดที่ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ (มาตรา 6): หากเป็นการกระทำส่วนตัว เช่น ข้าราชการขับรถส่วนตัวไปกินข้าวเที่ยงแล้วชนรถชาวบ้าน หรือมีปากเสียงชกตอกันในเวลางาน ผู้เสียหายจะต้อง ฟ้องตัวเจ้าหน้าที่เป็นการส่วนตัว หน่วยงานรัฐไม่ต้องร่วมรับผิดชอบ
2. สิทธิการไล่เบี้ยของหน่วยงานรัฐ (มาตรา 8)
เมื่อหน่วยงานของรัฐจ่ายค่าชดเชยให้แก่ประชาชนผู้เสียหายไปแล้ว กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้หน่วยงานไปเรียกเงินคืน (ไล่เบี้ย) จากเจ้าหน้าที่ได้ทันทีในทุกกรณีนะครับ กฎหมายกำหนดไว้ชัดเจนว่า หน่วยงานจะไล่เบี้ยเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้เงินคืนได้ ต่อเมื่อการละเมิดนั้นเกิดจากความผิด 2 ระดับนี้เท่านั้น:
- การกระทำโดยจงใจ: รู้สึกตัวและตั้งใจทำ ทั้งที่รู้ว่าจะเกิดความเสียหาย หรือหวังผลให้เกิดความเสียหายขึ้น
- การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง: ไม่ใช่ความผิดพลาดธรรมดา แต่เป็นการกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังในระดับที่บุคคลในภาวะเช่นนั้นต้องมีอย่างเห็นได้ชัด
นั่นหมายความว่า หากการละเมิดเกิดจาก "ความประมาทเลินเล่อธรรมดา" (Simple Negligence) หน่วยงานของรัฐจะต้องรับภาระค่าเสียหายนั้นไว้เองทั้งหมด โดย ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยเอาเงินจากเจ้าหน้าที่เลยแม้แต่บาทเดียว นี่คือหัวใจสำคัญที่เป็นหลักประกันการทำงานของพวกเราครับ
เจาะลึกความต่าง: "ประมาทธรรมดา" vs "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง"
จุดตัดที่ทำให้ข้าราชการต้องจ่ายเงินส่วนตัวหรือไม่นั้น อยู่ที่คำว่า "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" ครับ ซึ่งตามแนวทางคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาและศาลปกครองสูงสุด ได้วางบรรทัดฐานไว้อย่างน่าสนใจ ผมสรุปมาให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้ครับ
ความประมาทเลินเล่อธรรมดา (รัฐรับผิดชอบทั้งหมด เจ้าหน้าที่ไม่ต้องจ่าย)
หมายถึง การกระทำผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเป็นความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ในการทำงานตามปกติของมนุษย์ทั่วไป แม้ใช้ความระมัดระวังแล้วแต่อาจหลุดรอด หรือเกิดจากระบบงานที่สับสันซับซ้อน
- ตัวอย่างที่ 1: ข้าราชการขับรถยนต์ของทางราชการไปปฏิบัติราชการต่างจังหวัด โดยปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างถูกต้อง ไม่ได้ขับรถเร็วเกินกำหนด แต่ถนนลื่นเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้รถเสียหลักตกข้างทางเสียหาย กรณีนี้ถือเป็นประมาทธรรมดาหรือเหตุสุดวิสัย เจ้าหน้าที่ไม่ต้องชดใช้ค่าซ่อมรถ
- ตัวอย่างที่ 2: กรรมการตรวจรับพัสดุตรวจนับจำนวนสินค้าถูกต้อง แต่พัสดุบางชิ้นมีความชำรุดซ่อนเร้นที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาเปล่าในขณะตรวจรับ ต่อมาพัสดุใช้งานไม่ได้ กรณีนี้ถือเป็นความผิดพลาดธรรมดา เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบส่วนตัว
ความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง (เจ้าหน้าที่ต้องร่วมชดใช้เงินส่วนตัว)
หมายถึง การกระทำที่ละเลย ปล่อยปละละเลย หรือเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างมาก ชนิดที่ว่า "วิญญูชน" หรือคนปกติทั่วไปที่มีหน้าที่นั้นๆ ไม่น่าจะผิดพลาดเช่นนั้นได้ เป็นการละเว้นความระมัดระวังที่ควรต้องมีตามสัญชาตญาณหรือระเบียบข้อบังคับที่ชัดเจน
- ตัวอย่างที่ 1: ข้าราชการได้รับมอบหมายให้ขับรถราชการ แต่ดื่มสุราจนเมาสุราแล้วขับรถด้วยความเร็วสูง ก่อให้เกิดอุบัติเหตุชนรถผู้อื่นเสียหาย กรณีนี้ ศาลและกฤษฎีกามองว่าเป็น "ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง" เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย
- ตัวอย่างที่ 2: เจ้าหน้าที่การเงินได้รับเงินสดมาเพื่อนำฝากธนาคาร แต่กลับใส่ไว้ในเก๊ะลิ้นชักโต๊ะทำงานโดยไม่ล็อคกุญแจ ทั้งที่มีตู้นิรภัยของทางราชการตั้งอยู่ข้างๆ แล้วเดินออกจากห้องไปปะปนกับคนภายนอก จนเงินหาย กรณีนี้ถือเป็นการละเลยมาตรฐานความปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง ต้องชดใช้เงินคืนเต็มจำนวนหรือตามส่วน
- ตัวอย่างที่ 3: กรรมการตรวจรับพัสดุเซ็นชื่อรับรองการตรวจรับงานจ้างก่อสร้าง ทั้งที่ยังไม่มีการเทคอนกรีตจริงในสถานที่ก่อสร้างเลยแม้แต่น้อย (หลับตาเซ็นตามเอกสาร) กรณีนี้ถือเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงชัดเจน
หลักการคำนวณหักส่วนแห่งความรับผิด: ไม่ใช่ทุกคนต้องจ่ายเต็ม 100%
อีกหนึ่งประเด็นกฎหมายที่คนสอบราชการมักเข้าใจผิด คือคิดว่าถ้าโดนตั้งกรรมการสอบละเมิดแล้ว จะต้องชดใช้เงินเต็มจำนวนเสมอไป ซึ่งในความเป็นจริง มาตรา 8 วรรคสาม และวรรคสี่ ของ พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดฯ ได้วางกลไกความเป็นธรรมไว้อย่างรัดกุมครับ
เปลี่ยนความรู้เป็นคะแนนสอบ
ลงมือทำเลยตอนนี้!
เจาะลึกแนวข้อสอบจริงพร้อมเฉลยละเอียด วัดระดับความพร้อมเพื่อปิดจุดอ่อนของคุณ