ถอดรหัส พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง: สรุป 5 จุดออกสอบยอดฮิต เก็บคะแนน ภาค ข
ทำไม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถึงเป็น "ขุมทรัพย์คะแนน" ภาค ข
สวัสดีครับน้องๆ และเพื่อนๆ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเตรียมตัวสอบราชการทุกคนครับ หากเราพูดถึงสนามสอบ ภาค ข ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนิติกร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน นักจัดการงานทั่วไป หรือนักวิชาการในกรมต่างๆ กฎหมายฉบับหนึ่งที่แทบจะไม่เคยหลุดไปจากผังข้อสอบเลยก็คือ พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ครับ
สาเหตุที่กฎหมายฉบับนี้ถูกนำมาใช้ออกสอบบ่อยที่สุด เพราะมันคือ "คัมภีร์วิธีทำงาน" ของข้าราชการทุกคน เปรียบเสมือนคู่มือขั้นตอนการใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อออกคำสั่งกระทบต่อสิทธิของประชาชน หากข้าราชการไม่เข้าใจ พ.ร.บ. นี้ การทำงานในชีวิตจริงก็เสี่ยงที่จะทำให้คำสั่งนั้นกลายเป็น "คำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" และโดนฟ้องเพิกถอนในศาลปกครองได้ง่ายๆ
ในฐานะที่ผมผ่านสนามสอบและคลุกคลีกับการวิเคราะห์ข้อสอบสายกฎหมายและสายบริหารมาหลายปี ผมบอกได้เลยครับว่า ข้อสอบไม่ได้ต้องการให้เราท่องจำมาตราได้ทุกคำ แต่ต้องการวัดว่าเรา "วินิจฉัยโจทย์กรณีศึกษา (Case Study) เป็นหรือไม่" วันนี้ผมจึงสรุป 5 จุดออกสอบยอดฮิต พร้อมเทคนิคการแยกแยะโจทย์ลวงมาให้ทุกคนได้เก็บคะแนนกันแบบเนื้อๆ เน้นๆ ครับ
จุดที่ 1: การแยกแยะ "คำสั่งทางปกครอง" vs "กฎ" vs "การกระทำทางกายภาพ"
ประเด็นนี้คือปราการด่านแรกที่ข้อสอบชอบนำมาใช้ตัดคะแนนผู้สอบมากที่สุดครับ โจทย์มักจะให้สถานการณ์สมมติมา แล้วถามว่า "ข้อใดต่อไปนี้เป็นคำสั่งทางปกครอง" หรือ "ข้อใดไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง"
หลักการพิจารณา "คำสั่งทางปกครอง" (มาตรา 5)
คำสั่งทางปกครอง ต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ประการนี้เสมอ:
- 1. ออกโดย "เจ้าหน้าที่": มีอำนาจตามกฎหมายในการใช้อำนาจรัฐ
- 2. มีผลเป็นการ "สร้างสิทธิ" หรือ "กระทบต่อสิทธิ": เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การสั่งห้าม หรือการสั่งให้กระทำการ/ละเว้นกระทำการ
- 3. มีผล "บังคับภายนอก": สั่งแล้วไปกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลภายนอก หรือข้าราชการในฐานะบุคคล ไม่ใช่แค่คำสั่งภายในสั่งงานทั่วไป
- 4. มุ่งหมายใช้เฉพาะกรณีหรือเฉพาะบุคคล: เป็นการบังคับใช้กับบุคคลที่ระบุชื่อได้ หรือระบุกลุ่มได้ชัดเจน
วิธีจับผิดโจทย์ลวง: แยกให้ขาดจาก "กฎ" และ "การกระทำทางกายภาพ"
ข้อสอบมักจะเอาตัวเลือก 3 ประเภทนี้มาปนกันครับ ลองดูความต่างให้ดี:
- กฎ (Rule): มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป ไม่ระบุเจาะจงบุคคล และใช้อย่างต่อเนื่อง เช่น พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวงที่กำหนดเกณฑ์ทั่วไป หรือระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง (จำไว้ครับว่า ถ้าบังคับใช้กับทุกคนแบบไม่เจาะจงชื่อ = กฎ ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง)
- คำสั่งทางปกครอง (Administrative Order): เจาะจงตัวบุคคลหรือกรณี เช่น ใบอนุญาตสร้างอาคารของนาย ก., คำสั่งสั่งลงโทษทางวินัยตัดเงินเดือนนาย ข., คำสั่งสั่งให้ไล่กวดตึก หรือการปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนพาณิชย์
- การกระทำทางกายภาพ (Real Act): การลงมือทำจริงโดยไม่มีผลเป็นการสร้างสิทธิหรือหน้าที่ทางกฎหมายใหม่ เช่น การกวาดถนนของพนักงาน กทม., การขับรถไปราชการ, การซ่อมแซมถนน (แต่ถ้าเป็นการสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปกวาดถนน หรือสั่งให้รื้อถอนอาคาร ตัวหนังสือสั่งนั้นคือคำสั่งทางปกครอง ส่วนการเอาเครื่องจักรไปทุบตึกคือการกระทำทางกายภาพ)
จุดที่ 2: ความไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ (มาตรา 13 และ มาตรา 16)
หลักการสำคัญของการปฏิบัติราชการทางปกครองคือ เจ้าหน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง ข้อสอบชอบออกเกี่ยวกับ "เหตุที่ห้ามเจ้าหน้าที่เข้ามาพิจารณาทางปกครอง" เพราะมีส่วนได้เสียครับ
เหตุต้องห้ามเด็ดขาดตามมาตรา 13 (ต้องถอนตัวทันที)
หากเจ้าหน้าที่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่งใน 6 ข้อนี้ ห้ามเข้ามาทำหน้าที่พิจารณาทางปกครองโดยเด็ดขาด ได้แก่:
- เป็นคู่กรณีเอง
- เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี
- เป็นญาติสืบสายโลหิต หรือญาติแต่งงาน (ตามลำดับชั้นที่กฎหมายกำหนด)
- เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ปกครอง ผู้พิจารณา หรือตัวแทนของคู่กรณี
- เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี
- เป็นผู้ซึ่งกฎหมายชี้ขาดว่ามีส่วนได้เสียโดยตรง
เหตุอันอาจถูกคัดค้านตามมาตรา 16 (สภาพร้ายแรง)
หากไม่เข้ามาตรา 13 แต่มีเหตุอื่นที่มี "สภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง" เช่น เคยมีข้อพิพาทโกรธเคืองส่วนตัวอย่างรุนแรงกับคู่กรณีมาก่อน เจ้าหน้าที่ผู้นั้นจะทำการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ และคู่กรณีมีสิทธิคัดค้านได้ครับ
ข้อควรระวังในห้องสอบ: โจทย์มักถามว่า "หากมีเหตุตามมาตรา 13 เกิดขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้หยุดทำ จะเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อประโยชน์สาธารณะ เจ้าหน้าที่ทำต่อได้หรือไม่?" คำตอบคือ ทำได้ครับ! หากเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือถ้าไม่ทำจะเกิดความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ กฎหมายมีข้อยกเว้นให้เจ้าหน้าที่ที่มีส่วนได้เสียนั้นทำการแทนชั่วคราวได้
จุดที่ 3: สิทธิในการรับฟังของคู่กรณี (มาตรา 30) และข้อยกเว้นยอดฮิต
หลักธรรมชาติต่างตอบแทนและหลักความเป็นธรรมกำหนดไว้ว่า ก่อนที่รัฐจะออกคำสั่งทางปกครองที่ "กระทบต่อสิทธิ" ของประชาชน รัฐ "ต้องให้โอกาสคู่กรณีได้รับทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน" เสมอ
แต่จุดที่ข้อสอบเอามาเล่นบ่อยที่สุด คือ "ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องรับฟังคู่กรณี" ครับ! ถ้าข้อสอบถามว่าข้อใดทำคำสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้โต้แย้ง ให้จำข้อยกเว้นตามมาตรา 30 ไว้ให้ดี:
เปลี่ยนความรู้เป็นคะแนนสอบ
ลงมือทำเลยตอนนี้!
เจาะลึกแนวข้อสอบจริงพร้อมเฉลยละเอียด วัดระดับความพร้อมเพื่อปิดจุดอ่อนของคุณ