ถอดรหัส พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน สรุปหลักจัดระเบียบและจุดออกสอบบ่อย
คำนำ: ทำไม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ถึงเป็น "วิชาเก็บแต้ม" ที่ห้ามพลาด
สวัสดีครับเพื่อนๆ ที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบรับราชการทุกท่าน ไม่ว่าคุณกำลังติวเข้มเพื่อสอบ ภาค ก. ของ ก.พ., สนามสอบท้องถิ่น (อปท.), หรือสนามสอบ ภาค ข. ของกระทรวงกรมต่างๆ มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่คุณปฏิเสธไม่ได้เลยว่าจะต้องเจอในห้องสอบ นั่นคือ พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ครับ
หลายคนมองว่ากฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหายาว รายละเอียดเยอะ และเต็มไปด้วยตัวบทภาษาข้อกฎหมายที่อ่านแล้วชวนสับสน แต่ในความเป็นจริงแล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้มี "โครงสร้างที่ตรรกะชัดเจนมาก" หากเราจับหลักการจัดระเบียบราชการได้ถูกต้อง และมองเห็น "จุดลวง" ที่กรรมการชอบนำมาออกข้อสอบ คุณจะสามารถเก็บคะแนนเต็มในส่วนนี้ได้อย่างแน่นอน ในบทความนี้ผมจะมาถอดรหัสโครงสร้างราชการไทย 3 ส่วน พร้อมเจาะลึกประเด็นการมอบอำนาจและการปฏิบัติราชการแทนแบบละเอียด เพื่อให้คุณพร้อมลุยสนามสอบด้วยความมั่นใจครับ
1. โครงสร้างการจัดระเบียบราชการแผ่นดิน 3 ส่วน: หลักการและฐานะทางกฎหมาย
หลักการจัดระเบียบราชการแผ่นดินของไทยตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ซึ่งใช้นโยบายการบริหารงานที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้แก่:
1.1 การบริหารราชการส่วนกลาง (หลักการรวมอำนาจ - Centralization)
เป็นการรวมอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ศูนย์กลางการปกครอง เพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารประเทศ ประกอบด้วย:
- สำนักนายกรัฐมนตรี: มีฐานะเป็นกระทรวง และเป็นนิติบุคคล นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา
- กระทรวง (หรือ ทรวง): มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นผู้บังคับบัญชา
- ทบวง: จะสังกัดกระทรวงหรือไม่สังกัดกระทรวงก็ได้ มีฐานะเป็นนิติบุคคล (ปัจจุบันไม่มีการจัดตั้งทบวงขึ้นใหม่)
- กรม (หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม): มีฐานะเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงหรือสำนักนายกรัฐมนตรี มีอธิบดีเป็นผู้บังคับบัญชา
จุดออกสอบบ่อย: ส่วนราชการในส่วนกลางทั้งหมดที่กล่าวมา "มีฐานะเป็นนิติบุคคล" ทุกหน่วยงานครับ หากข้อสอบถามว่าหน่วยงานใดในส่วนกลางไม่เป็นนิติบุคคล คำตอบคือไม่มีครับ
1.2 การบริหารราชการส่วนภูมิภาค (หลักการแบ่งอำนาจ - Decentralization)
เป็นการที่ส่วนกลางแบ่งอำนาจการบริหารบางส่วนออกไปให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ส่งไปประจำในพื้นที่ เพื่อดูแลสารทุกลูกดิ์ของประชาชน ประกอบด้วย 2 ระดับ ได้แก่:
- จังหวัด: การจัดตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนเขตจังหวัด ให้ทำเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และจังหวัด "มีฐานะเป็นนิติบุคคล" โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บังคับบัญชา
- อำเภอ: การจัดตั้ง ยุบ หรือเปลี่ยนเขตอำเภอ ให้ทำเป็น พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) และอำเภอ "ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล" โดยมีนายอำเภอเป็นผู้บังคับบัญชา
จุดออกสอบบ่อย: กรรมการชอบถามเรื่อง "ฐานะนิติบุคคล" และ "ตรากฎหมายที่ใช้จัดตั้ง" ของจังหวัดและอำเภอครับ จำง่ายๆ ว่า "จังหวัด = ใหญ่ = พ.ร.บ. = มีนิติบุคคล" ส่วน "อำเภอ = เล็กกว่า = พ.ร.ฎ. = ไม่เป็นนิติบุคคล" ออกสอบตรงนี้แทบทุกรอบครับ
1.3 การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น (หลักการกระจายอำนาจ - Devolution)
เป็นการที่รัฐกระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิในการปกครองตนเอง มีอิสระในการบริหารงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ประกอบด้วย:
- องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)
- เทศบาล
- องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.)
- รูปแบบพิเศษ: กรุงเทพมหานคร และ เมืองพัทยา
จุดออกสอบบ่อย: องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบ "มีฐานะเป็นนิติบุคคล" และมีการจัดตั้งตามกฎหมายเฉพาะของตนเองครับ
2. สรุปเทคนิคการจำ: ตรากฎหมายสำหรับการ จัดตั้ง ยุบ ปรับปรุง ส่วนราชการ
ประเด็นเรื่องการจัดตั้งหรือยุบส่วนราชการเป็นอีกหนึ่งจุดชี้ขาดคะแนนครับ ผมสรุปหลักการพิจารณาใหัเข้าใจง่ายดังนี้ครับ:
- ถ้ามีการกำหนด "ตำแหน่ง" หรือ "อัตราเงินเดือน" ขึ้นใหม่: ต้องตราเป็น พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพราะเกี่ยวพันกับการใช้งบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้น
- ถ้าไม่มีการกำหนด "ตำแหน่ง" หรือ "อัตราเงินเดือน" ขึ้นใหม่ (ใช้คนเดิม/งบเดิม): ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
- การเปลี่ยนชื่อกรม หรือการยุบกรม: ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)
- การแบ่งส่วนราชการภายในกรม (เช่น เปลี่ยนสำนัก/กอง): ให้ทำเป็น กฎกระทรวง
เมื่อเจอข้อสอบเรื่องการจัดตั้งส่วนราชการ ให้คุณถามตัวเองก่อนเลยว่า "งบเพิ่มไหม? คนเพิ่มไหม?" ถ้าเพิ่ม ตอบ พ.ร.บ. ทันทีครับ
3. ถอดรหัสจุดลวงข้อสอบ: "การมอบอำนาจ" vs "การปฏิบัติราชการแทน" vs "การรักษาราชการแทน"
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ผู้เข้าสอบสับสนกันมากที่สุด และกรรมการสอบก็นิยมนำมาสร้างโจทย์ลวงมากที่สุดเช่นกันครับ เรามาแยกความแตกต่างให้ชัดเจนทีละประเด็นกันครับ
3.1 การมอบอำนาจ (Delegation of Authority)
คือการที่ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจตามกฎหมาย โอนอำนาจการตัดสินใจ สั่งการ หรืออนุมัติ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติหน้าที่แทนในเรื่องเฉพาะเจาะจง
- หลักการสำคัญ: เมื่อมอบอำนาจไปแล้ว ผู้รับมอบอำนาจจะมีหน้าที่และรับผิดชอบในการใช้อำนาจนั้นโดยตรง และผู้มอบอำนาจต้องกำกับดูแล
- เงื่อนไขการมอบอำนาจต่อ: โดยหลักการ ผู้รับมอบอำนาจ "ห้ามมอบอำนาจนั้นต่อไปให้คนอื่น" เว้นแต่มีกฎหมายอนุญาต หรือเป็นการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
- จุดออกสอบบ่อย: ผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อได้รับมอบอำนาจมาแล้ว สามารถมอบอำนาจต่อให้ "รองผู้ว่าราชการจังหวัด", "ผู้ช่วยผู้ว่าราชการจังหวัด", "นายอำเภอ" หรือ "หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัด" ได้
3.2 การปฏิบัติราชการแทน (Acting on Behalf of)
คือผลทางกฎหมายที่เกิดจากการ "มอบอำนาจ" ครับ กล่าวคือ เมื่อมีการมอบอำนาจโดยถูกต้องตามขั้นตอนแล้ว ผู้รับมอบอำนาจเมื่อปฏิบัติงานในเรื่องนั้น จะเรียกว่าเป็นการ "ปฏิบัติราชการแทน" ผู้มอบอำนาจ
เปลี่ยนความรู้เป็นคะแนนสอบ
ลงมือทำเลยตอนนี้!
เจาะลึกแนวข้อสอบจริงพร้อมเฉลยละเอียด วัดระดับความพร้อมเพื่อปิดจุดอ่อนของคุณ